วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 7

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 7

1. จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบมอนเตสซอรี
ตอบ เป็นการนำวิธีการสอนเด็กที่มีพัฒนาการทางสติปัญญาล่าช้าที่ประสบความสำเร็จมาใช้กับเด็กปฐมวัย
2. จงอธิบายถึงการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่
ตอบ จุดมุ่งหมายในการให้การศึกษาในระยะแรกนั้น ไม่ใช่การเอาความรู้ไปบอกให้เด็ก แต่ควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามความต้องการตามธรรมชาติของเขา
3. จงอธิบายถึงแนวคิดในการสอนแบบธรรมชาติ
ตอบ การที่เด็กได้เรียนรู้การใช้ภาษาทั้งด้านการฟัง พูด อ่าน เขียนไปตามธรรมชาติ อย่างมีความหมาย สอดคล้องเหมาะสมกับวัย โดยไม่แยกว่าต้องอ่านก่อน หรือเขียนก่อน แต่จะเน้นให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเอง
4. จงอธิบายถึงแนวการจัดกิจกรรมการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
ตอบ เน้นให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ ซึ่งการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับภาพ เสียงกับตัวอักษร เป็นความรู้เกี่ยวกับตัวอักษรที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการอ่านของเด็ก
5. จงอธิบายถึงแนวคิดของการสอนแบบเรกจิโอ เอมีเลีย
ตอบ เด็กเป็นผู้มีความพร้อมและศักยภาพ ในตอนที่จะเรียนรู้หากสิ่งที่เด็กต้องการเรียนรู้นั้นจูงใจได้รับการยอมรับสนับสนุนจากผู้ใหญ่ซึ่งอาจเป็นทั้งครูและผู้ปกครอง  แล้วสามารถถ่ายทอดความคิดความรู้ความเข้าใจด้วยภาษาที่เด็กถนัด
6. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนของเรกจิโอ เอมีเลีย
ตอบ เน้นให้เด็กได้ลงมือทำและปฏิบัติด้วยตนเอง เด็กจะได้เรียนจากประสบการณ์จริง
7. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป
ตอบ เน้นการเรียนแบบลงมือทำผ่านมมเล่นที่หลากหลายด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กและการแก้ไขปัญหาอย่างกระตือรือร้น เด็กจะเรียนร้จากประสบการณ์ตรง
8. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบโครงการ
ตอบ ส่งเสริมให้เด็กแสวงหาคำตอบจากการเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยที่เด็กหรือครูร่วมกันกำหนดเรื่องที่ต้องการเรียนรู้ แล้วดำเนินการแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหา โดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและจากแหล่งเรียนรู้
9. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ
ตอบ หัวใจของการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ  คือ  การสร้างความสมดุลของจิตมนุษย์  3  ประการ  ได้แก่  ความคิด  ความรู้สึก  และการกระทำ  โดยไม่มีการรบกวนจากเทคโนโลยีภายนอก  ความสงบทางจิตใจจะช่วยให้เด็กเรียนรู้จากการใช้วินัยในตนเอง
10. จงเลือกและอธิบายถึงแนวคิดการสอนที่คิดว่าดีที่สุด และเหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กปฐมวัย พร้อม
ให้เหตุผลประกอบ
ตอบ การสอนเเบบมอนเตสซอรี่ เพราะการสอนรูปแบบนี้มีการคำนึงถึงความสนใจที่จะเรียนรู้ของเด็ก เน้นให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองจากสิ่งแวดล้อม แล้วครูคอยช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นแนวการสอนที่ดีที่สุดเพราะไม่ได้เป็นการสอนที่บังคับเด็กว่าเด็กต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เป็นการเปิดอิสระในการเรียนรู้ให้กับเด็ก

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3

1.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษ
ตอบ การศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษอยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียนบริบาลหรือชั้นบริบาล ซึ่งรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง5ปี โรงเรียนสำหรับเด็กวัยแรกรับเด็กตั้งแต่อายุ 5-7 ปี
        -โรงเรียนบริบาลเน้นหนักไปในทางกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็ก จะไม่มีการสอนเป็นเรื่องเป็นราว เด็กๆจะได้สนุกกับการฟังนิทาน ดนตรี โคลงกลอน และเล่นตามธรรมชาติ สำหรับตัวครูมักจะปล่อยให้สอนไปตามสัญชาติญาณของตนเองโดยจะต้องเป็นผู้นำของเด็กในการเล่นในร่มและกลางแจ้ง
        -โรงเรียนสำหรับเด็กวัยแรกจะเน้นโดยตรงเกี่ยวกับพัฒนาการทั่วๆไปของเด็ก โดยพิจารณาความต้องการของเด็ก และพยายามช่วยให้เด็กแต่ละคนได้เจริญพัฒนาไปทุกด้านตามศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ จัดให้เด็กได้ทดลองกับวัตถุต่างๆ เช่น ทราย น้ำ ดิน ดินน้ำมัน เป็นต้น
2.จงอธิบายจงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา
ตอบ การศึกษาปฐมวัยมี 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ แบบเลี้ยงดูในบ้าน แบบครอบครัว และศูนย์ดูแลเด็ก ทุกรูปแบบพยายามที่จะช่วยเหลือเด็กทั้งในด้านสังคม อารมณ์ สติปัญญา และการพัฒนากล้ามเนื้อ ถ้าปราศจากการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและการแนะแนวที่ถูกต้องแล้ว การพัฒนาตัวเด็กโดยรอบคอบให้ได้ผลดีย่อมจะเป็นไปได้ยากทีเดียว
3.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในอัลเบอร์ตา แคนาดา
ตอบ โปรแกรมการบริการการศึกษาปฐมวัยของอัลเบอร์ตา แคนาดา คือ การส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการและมีเจตคติที่ดีต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตน โดยการจัดโปรแกรมที่ตอบสนองความต้องการของเด็กทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย ครอบครัว และสังคมอย่างเหมาะสม การดำเนินงานกำหนดขึ้น โดยยึดระดับภูมิภาคเป็นหลัก แต่ในส่วนท้องถิ่นก็สามารถจะปรับเปลี่ยนหรือริเริ่มดำเนินการให้เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเองได้ กรมการศึกษาจะเป็นผู้จัดหาคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารท้องถิ่นในเรื่องที่ต้องการ
4.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโก
ตอบ หลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ มีเวลาสำรวจสิ่งต่างๆ ที่สนใจถามคำถาม ทดลอง และสร้างสรรค์ ในช่วงเวลา3 ปี ก่อนที่เด็กจะไปเข้าโรงเรียนประถมศึกษา ซึ่งวิวัฒนาการของการศึกษาปฐมวัยในแม็กซิโก อาจจะพูดได้ว่า เหมือนคำขวัญที่ว่า "ประวัติศาสตร์คือบทนำ" เพราะได้มีการจัดการศึกษา3ปี ก่อนวัยเข้าเรียนให้กับประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเขตเมืองและชนบท โดยหวังว่าชุมชนที่แตกต่างกันจะสามารถเชื่อมสัมพันธ์กันได้นั้น จะช่วยนำความเข้าใจและทำให้รวมกันเป็นเอกภาพได้
5.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอล
ตอบในระยะแรกๆนั้น การศึกษาระดับอนุบาลในอิสราเอลเป็นการจัดตามแนวคิดของโฟรเบล และเปสตาลอสซี่ แต่ต่อมาเมื่อมีการอพยพโยกย้ายมากขึ้น นโยบายการศึกษาก็ค่อยๆเปลี่ยนไปโดยรับทฤษฎีใหม่ๆ เช่น ทฤษฎีของมอนเตสเซอรี่ และดิวอี้เข้ามาผสมผสานกลมกลืนกัน ทางด้านคิบบุทซ์นั้นจะเน้นพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม ของเด็กโดยใช้การเล่นเป็นเครื่องมือและได้ยึดแนวคิดความคิดนี้มาจนปัจจุบัน
6.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น
ตอบการจัดการศึกษาในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวันของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะราชบัญญัติสวัสดิการเด็กซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ได้ประการใช้ในปี ค.ศ.1947 ได้อนุญาตให้สถาบันต่างๆ จัดตั้งสถานเลี้ยงเด็กกลางวันได้ทั้งสถาบันของรัฐ เทศบาลท้องถิ่น เทศบาลเมือง เอกชน สำหรับเทศบาลเมืองและเอกชนจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าการเขตนั้นจึงจะเปิดกิจการได้ วัตถุประสงค์หลักคือดูแลเด็กเล็กที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียนในชั้นประถมศึกษา
7.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษกับประเทศสหรัฐอเมริกา
ตอบ ประเทศอังกฤษจะมีหน่วยงานเพียง 2 หน่วยงานมารับผิดชอบในการทำงานคือกรมการศึกษาและวิทยาศาสตร์ และกรมอนามัยและสวัสดิการสังคม ต่างจากสหรัฐอเมริกาที่ทั้งเอกชนและรัฐบาลเข้ามาสนุบสนุนและมีส่วนร่วม
8.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโกกับอิสราเอล
ตอบ การประเทศเม็กซิโกมีเซ็นฐอริต้า โรเซาราซาปาตาเป็นผู้นำทางการศึกษาและได้ทำโปรแกรมปฐมวัยในความรับผิดชอบของเธอที่เน้นให้เด็กให้ความสำคัญแก่ตัวเองและจัดให้เขาได้มีการพัฒนาการไปอย่างเต็มที่ ต่างจากอิสราเอลที่มีโปรแกรมการฝึกหัดครูเฉพาะของตนเองเช่นเดียวกับโปรแกรมของการนิเทศการสอนของครู
9.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอัลเบอร์ตา แคนาดา กับญี่ปุ่น
ตอบ ประเทศอัลเบอร์ต้า แคนาดา คือการส่งเสริมพัฒนาการเเละเจตคติที่ดีต่อตนเอง กรมการศึกษาจะเป็นผู้จัดหาคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยเพื่อให้มาช่วยเหลือให้คำเเนะนำเเก่ผู้บริหาร ประเทศญี่ปุ่นเป็นสถานเลี้ยงเด็กกลางวันกลายเป็นสิ่งจำเป็น สอนโดยนาแบบอย่างมาจากสหรัฐอเมริกาสอนตามแบบโฟรเบล มีการสอนร้องเพลงและกิจกรรมการเล่นต่าง ๆ

10.ท่านคิดว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศใดที่สามารถจัดได้อย่างดีและเหมาะสม
ตอบ ประเทศอิสราเอล ได้จัดการศึกษาระดับปฐมวัยเป็นการศึกษาภาคบังคับ ประเทศอื่น ๆ แม้จะมิได้กำหนดการศึกษาระดับปฐมวัยไว้ในการศึกษาภาคบังคับ แต่ก็ให้ความสำคัญกับการศึกษาในระดับปฐมวัยเป็นอย่างมาก ในการจัดครูเข้าสอนส่วนมากจะต้องจบการศึกษาด้านปฐมวัย หรือผ่านการอบรมมาอย่างดี

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 8

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 8

1.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน
ตอบ รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน สามารถดำเนินได้ 3รูปแบบ ได้แก่ การศึกษานอกระบบ การศึกษาในระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่งและมีความสุข

2.จงวิเคราะห์และสรุปถึงสภาพปัญหาของการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการจัดการศึกษา และการเลี้ยงดูเด็กทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ทั้งนี้อาจมีสาเหตุเนื่องจากการให้บริการแก่เด็กปฐมวัย ในประเทศไทยในปัจจุบันยังขาดทิศทางและความเป็นเอกภาพ ไม่มีนโยบายเด็กปฐมวัยที่ชัดเจนจากรัฐบาล รวมตลอดถึงไม่มีการกำหนดหลักการและมาตรฐานการดูแลเด็กระดับชาติเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

3.จงอธิบายถึงแนวโน้มของการจัดการศึกษาปฐมวัยในเรื่องการให้บริการแก่เด็กอายุ 3-5ปี
ตอบ กล่าวโดยรวมแล้วก็ยังกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก 3-5ขวบได้ไม่ทั่วถึงกลุ่มเด็กด้อยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มเด็กในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลการคมนาคม และกลุ่มเด็กด้อยความสามารถทางด้านร่างกาย และสติปัญญานั้นมีโอกาสได้รับการศึกษาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

4.จงอธิบายถึงแนวโน้มในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ เพื่อเป็นเครื่องมือในการประสานความร่วมมือระหว่างชุมชนและโรงเรียนในการพัฒนาเด็กเล็ก ให้การสนับสนุนทางด้านทรัพยากรเป็นแหล่งความรู้ที่หลากหลายตลอดจนการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กในเรื่องต่างๆ

5.จงอธิบายถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาด้านปฐมวัย
ตอบ แนวโน้มของการจัดการศึกษาปฐมวัยของไทยเกิดจากสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็ก และความต้องการในการเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาปฐมวัยที่ต้องการให้เด็กปฐมวัยของไทยได้รับโอกาสในการเข้าศึกษาในระดับปฐมวัยเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการตามศักยภาพของเด็กไทยโดยองค์รวม

6.จงอธิบายถึงแนวโน้มของนโยบายของรัฐในการจัดการศึกษาปฐมวัยของไทย
ตอบ ต้องระบุแผนพัฒนาประชากรตั้งแต่แรกเกิด-6ปีให้ชัดเจน จะไม่ขยายการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาภาคบังคับ เพราะต้องใช้งบประมาณสูงมาก และเนื่องจากประชาชนเห็นความสำคัญของการศึกษาในระดับนี้ จึงส่งบุตรหลานเข้ารับบริการเองด้วยความสมัครใจ

7.จงอธิบายถึงโครงการให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองในการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ การให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับความรู้ คำแนะนำ และความช่วยเหลือทางวิชาการของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย 0-6 ปีอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ

8.จงอธิบายถึงโครงการความร่วมมือขององค์กรต่างๆในชุมชนในการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ การให้องค์กรต่างๆในชุมชนทั้งภาครัฐและเอกชนมีส่วนช่วยเหลือและร่วมมือกันในการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งร่วมมือกันในการให้บริการและการอบบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย



9.จงอธิบายถึงโครงการเครือข่ายพ่อแม่ ผู้ปกครองในการพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ เพื่อเป็นหลักสำคัญในการจัดกิจกรรมต่างๆในการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง จัดกิจกรรมต่างๆที่เปิดโอกาสให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและผู้สนใจอื่นๆเข้ามามีส่วนร่วมได้ รวมทั้งมีการจัดนิทรรศการ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ตลอดจนจัดโครงการต่างๆเพื่อนส่งเสริมการเรียนรู้ 

10.แนวโน้มของการศึกษาปฐมวัยของไทย ตามความคิดเห็นของนักศึกษา เป็นอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ เด็กไทยทุกคนควรจะมีโอกาสได้รับการเตรียมความพร้อมในสถานศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ ทั้งนี้โดยไม่คำนึงถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของเด็ก

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 5

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 5

1.จงอธิบายถึงจุดมุ่งหมายในการจัดสถานศึกษาระดับปฐมวัย
ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัยเป็นการจัดการศึกษาที่แตกต่างหลากหลายไปจากการศึกษาอื่นโดยมีรูปแบบและจุดหมายที่จัดแตกต่างไปตามสภาพความต้องการ นโยบายหรือหลักปรัชญาการศึกษาของแต่ละหน่วยงานที่จัด แต่มีจุดประสงค์เดียวกัน คือ เน้นพัฒนาเด็กทุกๆ ด้าน (Whole child) ซึ่งการให้การศึกษาอบรมและเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยอย่างถูกต้องเหมาะสมย่อมมีความสำคัญต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะถ้าเด็กในวัยนี้ได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้อง เหมาะสมจะส่งผลดีและเป็นรากฐานต่อการพัฒนาและการศึกษาระดับอื่นด้วย
1.เพื่อฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย
2.เพื่อฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง

2.จงอธิบายแนวคิดในการเลือกรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ หลักการในการจัดการศึกษาปฐมวัยนั้นขึ้นอยู่กับความเชื่อ และความรู้ในเรื่องของมนุษย์ เหตุนี้การจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัยในสังคมระบอบประชาธิปไตร จึงต้องขึ้นอยู่กับเราว่าเชื่ออะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้เด็กเติบโตเป็นประชาชนที่ดี มีประสิทธิภาพในสังคมและยังขึ้นอยู่กับความรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยอีกด้วย  หลักการนี้ได้นำมาเป็นพื้นฐานในการวางวัตถุประสงค์หลักของการปฐมวัยศึกษา ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการปฐมวัยศึกษา ได้แก่ การจัดประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมที่ช่วยสงเสริมพัฒนาการของเด็ก ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

3.จงอธิบายถึงรูปแบบของการจัดการศึกษาปฐมวัย ตามแนวความคิดของเยาวพา เดชะคุปส์ ทั้ง 9 รูปแบบ
ตอบ การจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ในประเทศไทยนั้น มีการจัดการศึกษามาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งปัจจุบัน แต่รูปแบบของการจัดการศึกษานั้นอาจแตกต่างกันไปบ้างทั้งรูปแบบ วิธีการ และ การเรียกชื่อ  ได้แบ่งประวัติการจัดการศึกษาปฐมวัย ในประเทศไทยเป็น 5 ยุค ดังนี้
  1. การจัดการศึกษาปฐมวัยในสมัยก่อนมีระบบโรงเรียน
 2. การจัดการศึกษาปฐมวัยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
 3. การจัดการศึกษาปฐมวัยสมัยมีระบบโรงเรียน
4. การจัดการศึกษาปฐมวัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอบ
5. การจัดการศึกษาปฐมวัยในสมัยปัจจุบัน

4.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน
ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน มีเป้าหมายหลักอยู่ที่เด็กอายุระหว่าง 3-6 ปี เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาเด็กและการเตรียมความพร้อมให้เด็กอ่อนก่อนเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสิตปัญญา

5.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ตอบ ในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือสถาบันรับเลี้ยงเด็กนั้นมีเป้าหมาหลักอยู่ที่เด็กปฐมวัยที่มีอายุระหว่างตั้งแต่แรกเกิด-6ปี ที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ซึ่งได้แก่ เด็กยากจนในเขตพื้นที่ชนบทห่างไกลและชนกลุ่มน้อย เด็กที่อยู่ในเขตชุมชนแออัด และเด็กด้อยความสามารถทางด้านร่างกาย สมอง และจิตใจ

6.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบอื่นๆ
ตอบ เนื่องจากมีเด็กบางกลุ่มไม่ได้เข้ารับบริการ การอบรมเลี้ยงดูจากโรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จึงมีการจัดกิจกรรมที่จัดขึ้น เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยในระบบอื่นๆเช่น การพัฒนาเด็กโดยหน่วยงานพัฒนาเด็กเคลื่อนที่ ซึ่งจัดกิจกรรมให้ความรู้ความเข้าใจแก่พ่อแม่ผู้ปกครองด้วยวิธีการสาธิต ฝึกอบรมการเลี้ยงดูเด็กตามหลักวิชาแผนใหม่ ส่งสริมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้าน

7.จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในระบบโรงเรียนอนุบาล
ตอบ 1.โรงเรียนอนุบาลของรัฐ หน่วยงานของรับที่ดูแลรับผิดชอบการจัดโรงเรียนในการจัดการศึกษาระดับชั้นอนุบาล และชั้นเด็กเล็กได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี   กระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม 
2.โรงเรียนอนุบาลของเอกชน จะอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ เอกชนเป็นเจ้าของรับผิดชอบการจัดการศึกษา รับเด็กอายุ3-6ปี จัดหลักสูตรดังนี้
2.1 อายุ 3-4 ปี อนุบาล1
2.2 อายุ 4-5 ปี อนุบาล2
2.3 อายุ 5-6ปี อนุบาล3


8.จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ตอบ 1.หน่วยงานรัฐ ที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
1.1 ศูนย์อบรมเด็กอ่อนก่อนเกณฑ์ในวัด เป็นโครงการของกรมศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อสอนให้กับเด็กก่อนเกณฑ์ที่จะเข้ารับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายทั้งชาย-หญิง
1.2สถานสงเคราะห์เด็กก่อนวัยเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน จัดโดยกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จัดบริการการศึกษาเด็กอายุ2-6ปี ที่ไม่สามารถรับบริการจากการศึกษาที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาโดยตรงได้
2.หน่วยงานเอกชน การจัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของภาคเอกชนมีการจัดดำเนินงานใน 2 ลักษณะคือ
2.1 ศูนย์เด็กขององค์การ อยู่ในความรับชอบขององค์กรต่างๆ เช่น  มูลนิธิ สมาคม และบริษัท
2.2 ศูนย์รับเลี้ยงเด็กเอกชน ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในชุมชนเมือง
9.จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบการศึกษาอื่นๆ
ตอบ 1.หน่วยงานภาครัฐ มีการให้บริการความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กแก่ผู้ปกครอง โดยมุ่งองค์กรท้องถิ่น อาสาสมัคร พ่อแม่ เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรม เช่น กิจกรรมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเคลื่อนที่
2.ภาคเอกชนหรือองค์กรเอกชน ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเด็กและเยาวชน และได้รับการอนุมัติการคณะรับมนตรี เช่น มูลนิธิเพื่อพัฒนาเด็ก มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม

10.จงอธิบายถึงการดำเนินการและลักษณะของโรงเรียนอนุบาล
ตอบ โรงเรียนอนุบาลคือสถานรับเลี้ยงเด็กหญิงและชาย อายุ 4-6ปี มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ทั้งเตรีนมความพร้อมที่จะให้เด็กศึกษาขั้นต่อไปในระดับประถมศึกษา 
1.โรงเรียนอนุบาลของรัฐ ที่อยู่ในความดุแลของกระทรวงศึกษาธิการมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ โรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานคร และในทุกจังหวัดมักมีความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเหล่านี้รับเด็กชายและหญิง อายุ 4-6ปี เข้ารับการศึกษาอบรมเลี้ยงดู เพื่อพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา
2.โรงเรียนอนุบาลเอกชน อยู่ในความดุแลของคณะกรรมการการอุดมศึกษาหน่วยงานที่รับผิดชอบคือมหาวิทยาลัยซึ่งจัดโรงเรียนอนุบาลสาธิตขึ้น เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฎ รับเด็กชายและหญิง อายุ3ปีครึ่ง ถึง 6 ปี เข้ารับการอบรมเลี้ยงดูให้ถูกต้องตามหลักพัฒนาการ ผู้บริหาร และผู้สอนในโรงเรียนได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรี

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 6

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 6

1.จงอธิบายถึงความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
ตอบ การนำแนวคิดและวิธีการหรือการกระทำใหม่ ๆ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางการศึกษาปฐมวัยมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัยให้ดียิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน
การจัดการศึกษาปฐมวัยจึงให้ความสำคัญในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยมุ่งจัดประสบการณ์ตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถของแต่ละคนเป็นเกณฑ์ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีความพร้อมในการเรียน
2.จงอธิบายความสำคันวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
ตอบ ความสำคัญต่อการจัดการศึกษาปฐมวัย 
เนื่องจากการจัดการศึกษาปฐมวัยให้ความสำคัญในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ที่มุ่งจัดประสบการณ์ตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถของแต่ละคนเป็นเกณฑ์ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีความพร้อมในการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเล่นของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อเด็กปฐมวัย
3.จงอธิบายทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
ตอบ ทฤษฎีและหลักการเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัย และการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย พบว่า ทฤษฎีที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นทฤษฎีจากต่างประเทศ ประเทสไทยเรายัไม่มีทฤษฎีหรือหลักการในการพัฒนาเด็กที่พัฒนาขึ้นจากบานข้อมูลเด็กไทย ดังนั้นคณะกรรมการการวิจัยจึงได้พยายามศึกษาและผสมผสานความรู้ตามหลักสากลกับภูมิปัญญา วิถีชีวิตและระบบคุณค่าของสังคมไทย
4. จงวิเคราะห์ถึงกระบวนการพัฒนาของหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
ตอบ รูปแบบกรพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยที่พัฒนาขึ้นโดยยึดหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัย 2 รูปแบบ
1.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยครอบครัวเป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 0-3 ปี
2.รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีไทย เป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 3-6 ปี ผ่านการพัฒนาผู้ดูแลเด็ก ซึ่งจะมีทั้งการให้เด็กลงมือปฎิบัติทำด้วยตัวเอง ได้เรียนรู้แบบธรรมชาติจากปฎิสัมพันธ์กับบุคคล สื่อ และสิ่งแวดล้อม
5.จงอธิบายถึงการนำรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยไปใช้
ตอบ ในการจัดการศึกษาปฐมวัย
รูปแบบนี้ได้กำหนดกิจกรรมประจำวันของเด็ก ซึ่งจะจัดไว้อย่างมีหลักการและมีสัดส่วนมดุลในเรื่องราวต่างๆ ที่จะช่วยห้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านรวมทั้งเสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็ก ซี่งมีทั้งการให้เด็กลงมือปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต ได้เรียนรู้แบบธรรมชาติจากการปฎสัมพันธ์กับบุคคล สื่อ และสิ่งแวดล้อมต่างๆ และได้เรียนรู้จากการสอนโดยตรง 

6.จงอธิบายถึงหลักการของการศึกษาแนววิถีพุทธในการการพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีความรู้
ตอบ หลักที่สาม มนุษย์มีภาวะทางสติปัญญามาแต่กำเนิด สชาติกปัญญาและแม้ว่ามนุษย์จะมีความแตกต่างกัน ก็จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้

7. จงอธิบายถึงหลักของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
ตอบ มุ่งการฝึกฝนอบรมตนให้บรรลุอิสระภาวะหลุดพ้นจากปัญหา 

8. จงอธิบายถึงปัจจัยของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
ตอบ มนุษย์ดำเนินชีวิตได้ด้วยการเรียนร้ และการดำเนินชีวิตได้ด้วยการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วยพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา เมื่อจะพัฒนาคนก็ต้องพัฒนา 3 ด้าน พัฒนาพฤติกรรม พัฒนาจิต และพัฒนาปัญญา

9.จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญา 
ตอบ มีการเน้นจิตใจและความงอกงามทางปัญญาของผู้เรียน การสอนที่มีประสิทธิภาพ คือ การให้ผู้เรียนได้รับความรู้อย่างมีความสุข เกิดความเจริญงอกงามทางปัญญา ต้องการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สามารถคิดค้นพัฒนาตนและสิ่งที่ตนรับผิดชอบอย่างมีคุณภาพได้

10. จงเปรียบเทียบแนวคิดของรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยกับแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญามีความแตกต่างกันหรือความเหมือนกันอย่างไร
ตอบ แตกต่างกัน เพราะ การพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีไทยเป็นการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชวิตไทย โดยเป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 0 – 3 ปี และ3 – 6ปี
ผ่านทางการพัฒนาผู้ดูแลเด็กที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้าน แต่การสอนแบบจิตปัญญาเป็นการสอนที่มุ่งพัฒนาจิตใจของผู้เรียนที่ต้องการเรียนอย่างมีความสุข ควบคู่ไปกับการพัฒนาปัญญา วิธีการสอนจะเน้นที่กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4

1.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในช่วงไม่มีระบบโรงเรียน
ตอบ ยุคก่อนมีระบบโรงเรียน การจัดการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งระดับปฐมวัย ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นแบบแผน ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ คือ ไม่มีการกดหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ไม่มีโรงเรียนสำหรับเรียนโดยเฉพาะ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีการบังคับ เป็นการสอนแบบให้เปล่า ไม่มีค่าจ้างหรือค่าเล่าเรียน การเรียนจึงขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เรียน เนื้อหาที่เรียนเน้นด้านพุทธิศึกษาและวิชาชีพ เป็นหลัก

2.จงอธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตอบ พระองค์ได้ทรงตระหนัก เพื่อปรับปรุงคนในประเทศให้มีความรู้ความสามารถจะช่วยให้ ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ วิชาหนังสือเป็นวิชาที่น่านับถือและเป็นที่น่าสรรเสริญมาแต่โบราณว่า เป็นวิชาอย่างประเสริฐซึ่งผู้ยิ่งใหญ่นับแต่ พระมหากษัตริย์เป็นต้นมา ตลอดจนราษฎรพลเมืองสมควรและจำเป็นจะต้องรู้เพราะเป็นวิชาที่อาจทำให้การทั้งปวงสำเร็จในทุกสิ่งทุกอย่าง… (ประไพ เอกอุ่น. 2542 : 83 - 84) การที่พระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงได้มีการจัดการศึกษาอย่างมีระเบียบแบบแผน

3.จงอธิบายถึง วิชาหรือเนื้อหาสาระ 10อย่าง ของโรงเลี้ยงเด็ก พ.ศ.2433
ตอบ 1.ให้อ่านหนังสืออก เขียนได้
         2.ให้คิดเลขเป็น
         3.ให้รู้จักรักษาอิริยาบถ
         4.ให้หุงข้าวต้มแกงเป็น
         5.ให้เย็บผ้าเป็น
         6.ให้ขึ้นต้นไม้เป็น
         7.ให้ว่ายน้ำเป็น
         8.ให้ปลูกทับกระท่อมที่อยู่เป็น
         9.ให้รู้จักปลูกต้นไม้
         10.ให้รู้จักเลี้ยงสัตว์

4.การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในโครงการศึกษา พ.ศ.2441 แบ่งออกเป็นกี่ระดับ จงอธิบาย
ตอบ 4ระดับ
         1.การเล่าเรียนเบื้องแรก (มูลศึกษา)
         2.การเล่าเรียนเบื้องต้น (ประถมศึกษา)
         3.การเล่าเรียนเบื้องกลาง (มัธยมศึกษา)
         4.การเล่าเรียนเบื้องสูง (อุดมศึกษา)

5.ในยุคเริ่มต้นของการจัดอนุบาลเอกชน พ.ศ.2454-2470 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ในช่วงนี้กลุ่มมิชชั่นนารีได้เข้ามาจัดตั้งโรงเเรียนขึ้นมาในประเทศไทย ทำให้มีการเปิดแผนกอนุบาลขึ้นในโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง ในช่วงที่มีโรงเรียนราษฎร์เกิดขึ้นอย่างมากมายนั้น การจัดการศึกษาของโรงเรียนแต่ละแห่งล้วนมีความแตกต่างกัน การจัดการเรียนการสอนวิชาต่างๆก็สอนตามความพอใจและสอนตามความสามารถของแต่ละโรงเรียน เกิดปัญหาขาดความเป็นเอกภาพด้านการเรียนการสอนรัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ขึ้นในปี พ.ศ.2461 เพื่อควบคุมดูแลให้การจัดการศึกษาปฐมวัยในโรงเรียนราษฎร์เป็นไปในแนวเดียวกัน  ในปีพ.ศ.2464 ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือ ได้มีดารประกาศพระราชบัญญัติประถมศึกษา สาระสำคัญของพระราชบัญญัตินี้คือ บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่7ปีบริบูรณ์เรียนโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน 
         นอกจากนั้นในปีเดียวกันนี้ยังได้มีการปรับโครงการศึกษาใหม่ โดยดัดแปลงจากโครงการศึกษาฉบับ พ.ศ.2456 และฉบับแก้ไข พ.ศ.2458 โดยมีข้อความที่ใช้คล้ายคลึงกันเช่น แบ่งการศึกษาออกเป็น2ประเภท คือ สามัญศึกษาและวิชาสามัญศึกษา แบ่งเป็นชั้นประถมศึกษา 5 ปี ชั้นมัธยมศึกษา 8 ปี การกำหนดอายุนักเรียนเทียบเข้าชั้นตามหลักสูตรสามัญศึกษา สำหรับชั้นประถมศึกษาเป็นดังนี้
         1.ปีที่ 1 อายุปีที่ 8
         2.ปีที่ 2 อายุปีที่ 9
       3.ปีที่ 3 อายุปีที่ 10
       4.ปีที่ 4 อายุปีที่ 11
       5.ปีที่ 5 อายุปีที่ 12
       สำหรับโรงเรียนอนุบาลไม่ว่ามีในที่แห่งใด อยู่เบื้องต้นของประถมศึกษาแสดงว่าโรงเรียนอนุบาลได้มีขึ้นแล้วในสมัยนั้น

6.การจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศมีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ดังได้กล่าวมาแล้วว่าหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การศึกษาปฐมวัยได้รับความสนใจมากขึ้น นักการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับนี้ตระหนักถึงความสำคัญของวัยเด็ก จึงจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยนี้กว้างขวางขึ้นมีการเตรียมการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลของรัฐ และขยายโรงเรียนไปยังส่วนภูมิภาค สรุปได้ดังนี้ (อารี รังสินันท์2539)
2.1  การเตรียมการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกและการขยายโรงเรียนอนุบาลของรัฐ ดังที่กระทรวงธรรมการและผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาปฐมวัยจึงได้เริ่มเตรียมการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลศึกษาขึ้น ได้ตั้งคณะกรรมการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลของกระทรวงขึ้นในปี พ.ศ. 2480 ประกอบด้วย
1) นายนาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา
2) ม.ล.มานิจ ชุมสาย
3) นางจำนง เมืองแมน (นางพิณพาทพิทยเพท)
ในระหว่างปี 2480-2482 กระทรวงธรรมการได้จัดส่งครูหลายท่านไปศึกษาและดูงานการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น อาทิ นางจิตรา  ทองแถม ณ อยุธยา  ไปศึกษาและดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่นเวลา 6 เดือน และได้กลับมาจัดเตรียมการดำเนินงานโรงเรียนอนุบาล และได้ส่งนางสาวสมถวิล  สวยสำอาง (นางสมถวิล สังขะทรัพย์) ไปศึกษาด้านการศึกษาปฐมวัย ณ ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2482 กระทรวงธรรมการได้คัดเลือกครู 3 คน คือนางสาวสวัสวดี วรรณโกวิท  นางสาวเอื้อนทิพย์ วินิจฉัยกุล (นางเอื้อนทิพย์ เปรมโยธิน) และนางสาวเบญจา ตุงคะสิริ (คุณหญิงเบญจา แสงมะลิ) ไปศึกษาการอนุ ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งท่านเหลานี้ก็ได้กลับมาเป็นผู้นำทางการศึกษาปฐมวัยของไทยในเวลาต่อมา
2.2  การเปิดโรงเรียนอนุบาล เมื่อกระทรวงธรรมการได้มีการเตรียมการพ้อมทั้งในด้านบุคลากรและอื่นๆ จึงได้เปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของรัฐขึ้นในจังหวัดพระนครชื่อว่าโรงเรียนอ
นุบาลละอออุทิศ ได้รับเงินบริจาคในกองมรดกของ น.ส.ละออ ลิ่มเซ่งไถ่ สำหรับสร้างอาคารเรียนโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศได้เปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2483 ในสังกัดกรมการฝึกหัดครูซึ่งมี ม.ล.มานิจ ชุมสาย เป็นหัวหน้ากองฝึกหัดครูในขณะนั้น และมีนางจิตรา ทองแถม ณ อยุธยา เป็นครูใหญ่
โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศที่จัดทั้งขึ้นในระยะแรกนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองการจัดการการอนุบาลศึกษาและเพื่อทดลองความสนใจความเข้าใจประชาชนในเรื่องการศึกษาปฐมวัย รับนักเรียนชายหญิงที่มีอายุระหว่าง 3 ปีครึ่งไปจนถึง 6 ปี หรือจนเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษา
2.3 ความมุ่งหมายและวิธีการอบรม
2.3.1 เพื่อเตรียมสภาพจิตใจของเด็กให้พร้อมที่จะรับการศึกษาในชั้นต่อไป หัดให้ใช้เครื่องมือต่างๆ ในการเรียน การเล่น และการประดิษฐ์ อบรมให้เป็นคนช่างคิดช่างทำ ขยันไม่อยู่นิ่งเฉย และเป็นคนว่องไวกระฉับกระเฉง
2.3.2  เพื่ออบรมเด็กให้เป็นคนมีความสังเกต มีไหวพริบ เฉลียวฉลาด คิดหาเหตุผลให้เกิดความเข้าใจด้วยตนเอง มีความพากเพียร พยายาม อดทนไม่จับจด
2.3.3 เพื่ออบรมให้เป็นคนพึ่งตนเอง สามารถทำ หรือปฏิบัติอะไรได้ด้วยตนเอง เด็กในโรงเรียนอนุบาลนี้จะต้องอบรมให้ช่วยตัวเองให้มากที่สุด โดยไม่มีพี่เลี้ยงคอยตักเตือน หรือคอยรับทำให้ ครูเป็นแต่ผู้คอยดูแลห่างๆ เท่านั้น
2.3.4 เพื่อหัดมารยาทและศีลธรรมทั้งในส่วนตัวและการปฏิบัติต่อสังคมและหัดมารยาทในการนั่ง นอน เดิน และรับประทาน ฯลฯ หัดให้เป็นคนสุภาพเรียบร้อย ฝึกนิสัยให้เป็นคนมีศีลธรรมอันดี มีจิตใจเข้มแข็ง มีระเบียบ รักษาวินัย มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน
2.3.5 เพื่อปลูกฝังนิสัยทางสุขภาพอนามัย รู้จักระวังสุขภาพของตน เล่นและรับประทานอาหารเป็นเวลา รู้จักรักษาร่างกายให้สะอาด และแข็งแรงอยู่เสมอ
2.3.6 เพื่ออบรมให้เด็กเป็นคนร่าเริง มีการสอนร้องเพลง และการเล่นที่สนุกสนานทั้งนี้เพื่อจะได้เป็นนักสู้ซึ่งเต็มไปด้วย ความรื่นเริงเบิกบานและคิดก้าวหน้าเสมอ

7.แผนการศึกษาชาติฉบับพ.ศ.2503 แบ่งการศึกษาเป็นกี่ระดับ จงอธิบาย
ตอบ 4ระดับคือ
         1.อนุบาลศึกษา
         2.ประถมศึกษา
         3.มัธยมศึกษา
         4.อุดมศึกษา

8.ในปีพ.ศ.2523 กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใดให้รับผิดชอบการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา
ตอบ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ

9.หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2546 มีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย 
ตอบ ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดถึง ๕ ปีบนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ตาม ศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคม-วัฒนธรรม ที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม
หลักการ
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการ ตลอดจน การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้าน อย่างสมดุล และเต็มตามศักยภาพ โดยกำหนดหลักการ ดังนี้
ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัย ทุกประเภท
ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย
พัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย
จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข
ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี จัดขึ้นสำหรับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล
จุดหมาย
การพัฒนาเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มุ่งส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ ความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อให้เด็กมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนี้
ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี
ใช้อวัยวะของร่างกายได้คล่องแคล่วประสานสัมพันธ์กัน
มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย
รับรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย
สื่อความหมายและใช้ภาษาได้เหมาะสมกับวัย
สนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว
การจัดประสบการณ์
การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จาก ประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม ได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งสามารถจัดในรูปของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น ดังนี้
หลักการจัดประสบการณ์ ควรคำนึงถึงสิ่งสำคัญต่อไปนี้
. เลี้ยงดูเด็กให้มีสุขภาพที่ดีและปลอดภัย
. มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กด้วยวาจาและท่าทีที่อบอุ่นเป็นมิตร
. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ความต้องการและพัฒนาการของเด็ก
. จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ตามวัยของเด็ก
. ประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
. ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก
แนวการจัดประสบการณ์
. ดูแลสุขภาพอนามัยและตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางร่างกายและจิตใจของเด็ก
. สร้างบรรยากาศของความรัก ความอบอุ่น ความไว้วางใจ และความมั่นคงทางอารมณ์
. จัดประสบการณ์ตรง ให้เด็กได้เลือก ลงมือกระทำและเรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง ๕ และการเคลื่อนไหวผ่านการเล่น
. เปิดโอกาสให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่แวดล้อมและสิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก อย่างหลากหลาย
. จัดสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้และของเล่นที่สะอาด ปลอดภัย เหมาะสมกับเด็ก
. ใช้การสังเกตและติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
. ให้ครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษามีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก

10.จงวิเคราะห์ถึงการศึกษาปฐมวัยของไทยตามความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบการศึกษาปฐมวัยในอดีตมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย และได้มีการพัฒนามาจนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่5 ได้มีการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งแรกของประเทศไทย โดยดำริของพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสินีนาฎ ในรัชกาลที่5 นับตั้งแต่บัดนั้นก็ได้มีการจัดการศึกษาปฐมวัยโดยมีรูปแบบที่เป็นทางการตามโครงการศึกษา ปีพ.ศ.2441 ซึ่งเป็นโครงการศึกษาฉบับแรกที่มีการจัดการศึกษา "มูลศึกษา" ใน3รูปแบบ คือ โรงเรียนบุรพบท โรงเรียน กข นโม และโรงเรียนกินเดอกาเตน และรัฐได้เริ่มให้ความสำคัญของการศึกษาในระดับปฐมวัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2441 เป็นต้นมา และพัฒนาการของการศึกษาปฐมวัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 จนกระทั่งถึงหลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษา พ.ศ. 2540 ได้มีการปรับปรุงและพัฒนามาโดยตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ทั้งในด้านธรรมชาติพัฒนาการเด็ก โดยรัฐได้กำหนดนโยบายการพัฒนาการจัดการศึกษาให้เด็กปฐมวัย โดยคำนึงถึงแนวคิดเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เต็มศักยภาพสูงสุด โดยใช้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึง 5 ปี เพื่อให้หน่วยงานที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ได้จัดประสบการณ์ให้มีคุณภาพเป็นไปในทิศทางและมีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้เด็กปฐมวัยเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป



วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2561

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2

1.จงอธิบายถึงแนวคิดของคองคอมมิวนิอุสในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย
ตอบ -เด็กเกิดมาพร้อมกับความดีงาม
        -ครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการศึกษา
        -การศึกษาควรจัดเพื่อสนองตอบต่อธรรมชาติ อายุและความต้องการของผู้เรียน

2.จงอธิบายแนวคิดของรุสโซในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย
ตอบ -เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ย่อส่วน
        -การศึกษาควรเริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึงอายุ25 ปี
        -การศึกษาควรพัฒนาเด็กให้เป็นไปตามธรรมชาติ
        -การรับรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสเป็นพื้นฐานที่แท้จริงในการแสวงหาความรู้ของมนุษย์

3.จงอธิบายถึงแนวคิดของเปสตาลอซซี่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย
ตอบ -เชื่อว่าการสอนต้องประกอบด้วยเมตตา และความเป็นมนุษย์
        -การเรียนรู้ตามธรรมชาติไม่เพียงพอสำหรับเด็ก ต้องมีการจัดการศึกษาที่เหมาะกับเด็กตามความแตกต่างของเด็กแต่ละบุคคลด้วย
        -แม่เป็นครูที่สามารถสอนได้ดีที่สุด

4.จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดตั้ง "โรงเรียนสวนเด็ก" ของโฟรเบล
ตอบ นักเรียนจะสามารถได้ดีในสังคมที่เขามีความสุขนอกห้องเรียน โรงเรียนอนุบาลที่ดี ควรมีจุดมุ่งหมายเฉพาะเพื่อพัฒนาเด็กโดยอาศัยวิธีการในการให้เด็กได้เคลื่อนไหว และแสดงออกโดยอาศัยการเข้าสังคมกับเด็กอื่นๆ เป็นแนวทาง

5.จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของมอนเตสซอรี่
ตอบ 1.ทฤษฎีความเป็นอิสระในการเลือกกิจกรรม มอนเตสเซอรี่เสนอว่า ครูควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้ที่มีหน้าที่ในการสอนแต่อย่างเดียวมาเป็นผู้สังเกตการณ์ และผู้จัดหาอุปกรณ์และอำนวยความสะดวกต่างๆให้เด็ก และคอยสังเกตดูว่าเด็กจะทำอะไรบ้าง
        2.ความเชื่อในเรื่อง "อิสรภาพทางการศึกษา" โดยเน้นให้ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกกิจกรรมที่ตนสนใจ เธอได้เสนออุปกรณ์การศึกษาให้เด็กได้เล่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ"อุปกรณ์ทางการศึกษา"
ในปัจจุบัน
        3.การฝึกการรับรู้ การฝึกการรับรู้ควรเป็นทักษะเบื้องต้นของการอ่าน การเขียน และการสอนคำ
        4.ควรให้การศึกษาแก่พ่อแม่ การให้การศึกษาแก่พ่อแม่เป็นสิ่งที่สำคัญในการศึกษาแก่เด็ก โดยพ่อแม่มีความรู้ด้านสุขภาพอนามัย วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ฯลฯ

6.จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของดิวอี้
ตอบ 1.การศึกษาไม่ใช่เป็นการเตรียมการเพื่อชีวิต แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต
        2.การเรียนรู้จะเป็นการผลผลิตจากการทำกิจกรรมซึ่งจะแสดงถึงความสนใจของเด็ก โดยเน้น"การให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้"
        3.การให้อิสรภาพในการเรียนจะเป็นพื้นฐานของพัฒนาการการดำรงชีวิตแบบประชาธิปไตย

7.การนำแนวคิดด้านความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ในการพัฒนามนุษย์นั้น ควรยึดหลักการสนองความต้องการของเด็กเพื่อได้สามารถพัฒนาได้ตรงตามศักยภาพในตัวของเขา ผู้บริหาร ครูผู้สอน และคนอื่นๆ ควรทำความเข้าใจเพื่อที่จะได้จัดการศึกษา กระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จากทฤษฎีของมาสโลว์ให้พื้นฐานความเกี่ยวข้องกับเด็กว่า ในการพัฒนามนุษย์นั้น ควรยึดหลักการสนองความต้องการของเด็กเพื่อได้สามารถพัฒนาได้ตรงตามศักยภาพในตัวของเขาดังนี้
1.ความต้องการด้านโภชนาการและสุขภาพอนามัย
2.ความต้องการด้านความแข็งแรงของร่างกาย
3.ความต้องการเกี่ยวกับการพัฒนาด้านสติปัญย
ญา จิตใจ อารมณ์ สังคมให้สอดคล้องกับศักยภาพของเด็ก
4.ความต้องการด้านการศึกษา
5.ความต้องการด้านวัฒนธรรม ภาษา เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมของชาติ

8.การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางสติปัญญาไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ การนำแนวคิดจากทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญามาใช้ในการจัดประสบการณ์ในระดับปฐมวัย ได้มีการจัดโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย โดยนำแนวคิดจากทฤษฎีพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ผลของการจัดพบว่า เด็กมีความคิดเห็นที่เปิดกว้างเป็นอิสระ เด็กเรียนรู้วิธีการคิดมากกว่าการจำเนื้อหา เด็กแต่ละคนมีความก้าวหน้าที่มีลักษณะเฉพาะ ลักษณะของการจัดประสบการณ์โดยยึดทฤษฎีนี้ โดยมากจัดกิจกรรม กานเรียนรู้ในรูปการตัดกิจกรรมต่างๆเช่น การต่อบล๊อก บทบาทสมมติ การต่อภาพ งานศิปะ และการใช้วัสดุหลายๆประเภท เพลง และการเคลื่อนไหว กิจกรรมเหล่านี้จัดให้เด็กเล่นตามลำพังหรือเป็นกลุ่มบางโปรแกรมใช้วิธีการสอนหลายรูปแบบ โดยกระตุ้นให้เด็กใช้เหตุผล จัดหมู่ประเภทการจัดลำดับตามหลักเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ และการคิดที่เด็กได้จากการทดลองจากของจริง

9.การนำแนวความคิดด้านพัฒนาการทางบุคลิกภาพไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพมาใช้ในการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ควรจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นสิ่งแปลงใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับเด็กให้เกิดความพึงพอใจในประสบการณ์นั้น จะทำให้บุคลิกภาพของเด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาได้ดีและเหมาะสมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

10.การนำแนวคิดด้านะัฒนาการทางสังคมไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ พัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัยจะเกิดจากการเรียนรู้จากตัวแบบและการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคมที่จะแสวงหาผลของการกระทำที่ได้รับความพึงพอใจแก่ตนเอง และการยอมรับของบุคคลรอบข้างในสังคม ดังนั้นในการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยจึงควรคำนึงถึงการให้ตัวแบบที่ดีอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาด้านสังคมแก่เด็กปฐมวัย

แบบฝึกหัดท้ายบทที่1

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 1

1. จงอธิบายถึงความหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัย หมายถึง การจัดการศึกษาก่อนภาคบังคับที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในอันที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับวัยและพัฒนาการ ทั้งนี้เนื่องจากเด็กปฐมวัยซึ่งหมายถึง เด็กที่มีอายุแรกเกิด - 5ปีนั้น (5ปี11เดือน29วัน) เป็นวัยทองของชีวิต ด้วยเป็นวัยที่มีการพัฒนาการทุกด้าน เจริญเติบโตในอัตราที่สูงสุด โดยเฉพาะระบบประสาทและสมอง ซึ่งจะเติบโตได้ถึงร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่ เป็นระยะที่เกิดการเรียนรู้ได้รวดเร็วและมากที่สุดในชีวิต

2."เด็กปฐมวัยเป็นพื้นฐานของชีวิต" จากคำกล่าวนี้ จงอธิบายตามความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ  เด็กปฐมวัยก็เหมือนผ้าขาว ถ้าเรามีการวางรากฐานที่มั่นคงหรือปูพื้นฐานที่ดีส่งผลให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในวันข้างหน้า

3.เด็กปฐมวัยมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นวัยแห่งการวางรากฐานและเตรียมตัวเพื่อชีวิต เป็นระยะของการพัฒนารากฐานของบุคลิกภาพและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคมและประเทศชาติ

4.เด็กปฐมวัยมีความสำคัญในการจัดการศึกษาและเรียนรู้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ เด็กในช่วงอายุ 2-6 ปี เป็นช่วงวัยที่เด็กเริ่มเรียนรู้ภาษาพูดและสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ดีขึ้น แต่ความสามารถในการเรียนรู้ยังอยู่ในลักษณะจำกัด ดังนั้นเด็กในวัยนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการฝึกทักษะการใช้ประสาทสัมผัส ซึ่งการจัดสภาพแวดล้อมและประสบการณ์ที่เหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในด้านการคิดและพัฒนาการเรียนรู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาในขั้นต่อไปให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

5.จงอธิบายถึงจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ 1.เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางกายของเด็กอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้เป็นพลเมืองไทยที่มีอนามัยสมบูรณ์ แข็งแรง
        2.เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางบุคลิกภาพ อารมณ์ และสังคมของเด็ก เพื่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ มีความเข้มแข็งทางจิตใจที่จะเผชิญอุปสรรคและอันตรายได้
        3.เพื่อให้เด็กมีนิสัยขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย ประหยัด สะอาด 
        4.เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านต่างๆ
        5.เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียน หรือศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก
        6.เพื่อตระหนักในปัญหาความเบี่ยงเบนของพัฒนาการเสียแต่แรก และดำเนินการต่อไปโดยเหมาะสม

6.จงอธิบายสรุปถึงการศึกษาปฐมวัยกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 (ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 2545)
ตอบ จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 (ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 2545) การศึกษาปฐมวัยจัดอยู่ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและให้การสนับสนุน รวมทั้งกำหนดให้การศึกษาปฐมวัย เริ่มตั้งแต่ 0-5 ปี เป็นการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมและได้กำหนดเป็นนโยบายและแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย 0-5 ปี

7.จงอธิบายสรุปถึงนโยบายและแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย
ตอบ รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน และมุ่งพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกคน ให้ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมเพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เรียนรู้อย่างมีความสุข และพัฒนาเต็มตามศักยภาพ

8.จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก เป็นเสมือนหนึ่งแนวทางให้ผู้สอนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจเด็ก สามารถอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคล ในอันที่จะส่งเสริมให้เด็กพัฒนาจนบรรลุผลตามเป้าหมายที่ต้องการได้ชัดเจนขึ้น

9.จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็กกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ การเล่นถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตของเด็กทุกคน เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสได้ทดลอง สร้างสรรค์ และคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง การเล่นจะมีอิทธิพลและมีผลดีต่อการเจริญเติบโต ช่วยพัฒนาร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา การเล่นจึงเป็นทางที่เด็กจะสร้างประสบการณ์เรียนรู้สิ่งแวดล้อม เรียนรู้ความเป็นแบบอย่างของผู้อื่น สร้างความสัมพันธ์และอยู่ร่วมกับผู้อื่นกับธรรมชาติรอบตัว ดังนั้นหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย จึงถือว่า "การเล่น" อย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นหัวใจสำคัญของการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัย

10.จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคมกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ หรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ทำให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกันไป หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยทั่วไปจึงเน้นว่า ผู้สอนจำเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าวัฒนธรรมและสังคมที่แวดล้อมรอบตัวเด็กมีอิทธิพลต่อดารเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเดก็กแต่ละคน ผู้สอนควรต้องเรียนรู้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเด็กที่ตนรับผิดชอบ เพื่อช่วยให้เด็กได้พัฒนา เกิดการเรียนรู้ และอยู่ในกลุ่มคนที่มาจากพื้นฐานที่เหมือนหรือต่างจากคนอื่นได้อย่างราบรื่น มีความสุข

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บันทึกอนุทินครั้งที่ 16

บันทึกอนุทินครั้งที่ 16
วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2561
เวลา 14 : 30 - 17 : 30 น.
👦ว่าที่ ร..กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦

       วันนี้เป็นคาบสุดท้ายของการเรียนภาคเรียนที่ 1 แล้ว อาจารย์ได้บอกแนวข้อสอบปลายภาค และบอกแนวทางการลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนต่อไป
🎉🎈🎇🎆🎉

บันทึกอนุทินครั้งที่ 1

บันทึกอนุทินครั้งที่ 1

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เวลา 14 : 30 - 17 : 30 น.

👦ว่าที่ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦

       วันนี้เป็นวันแรกที่ได้เรียนกับอาจารย์บาส สำหรับวันแรกอาจารย์ก็เล่นตลกใส่แล้ว5555 วันนี้อาจารย์ยังไม่สอนเข้าเนื้อหา เนื่องจากเป็นคาบแรกที่ได้เรียน อาจารย์จึงพูดรายละเอียดเกี่ยวกับรายวิชานี้ให้ฟังก่อน และให้เล่นเกมความรู้พื้นฐานก่อนเรียน ดังนี้

 เกมความรู้พื้นฐาน🎮

            

                 

             

             

             

             

             

             

✔ การประเมินผล

     ✅ ประเมินตนเอง

           วันนี้เป็นการเรียนคาบแรกของฉัน ฉันรู้สึกว่ามีความสุขกับการเรียนคาบแรก แค่คาบแรกก็สนุกแล้ว มันทำให้ฉันอยากเรียนในคาบต่อๆไป

      ✅ ประเมินอาจารย์

            แค่เริ่มต้นคาบแรก อาจารย์ก็เล่นมุขใส่แล้ว สายฮาเลยอาจารย์ฉัน5555 อาจารย์เป็นคนน่ารัก เป็นกันเองมาก

      ✅ ประเมินเพื่อน

            เพื่อนๆทุกคนน่ารักมาก คอยถาม คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ นี่เป็นคาบแรก ถือว่าเพื่อนๆในห้องสนิทกันเร็วมาก ทุกๆคนดูมีความสุขกับการเรียน ภายในห้องเรียนมีแต่รอยยิ้ม มันทำให้บรรยากาศน่าเรียนมากขึ้น

บันทึกอนุทินครั้งที่ 15


บันทึกอนุทินครั้งที่ 15
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2561
เวลา 14 : 30 - 17 : 30 น.
👦ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦


       วันนี้อาจารย์พานักศึกษาไปศึกษาดูงานที่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (เสือใหญ่) ซึ่งเป็นครั้งที่สองของการได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานแล้ว ฉันมีความสุขและรูสึกรัก ถูกชะตากับเด็กๆที่นั่นมาก เด็กๆทุกคนที่นั่นน่ารักมาก ส่วนใหญ่แล้วพูดอะไรก็เชื่อฟัง เป็นเด็กดี แต่ละคนจะมีพฤติกรรมที่ค่อนข้างต่างกัน เพราะแต่ละคนเจอปัญหาในครอบครัวที่ต่างกัน ซึ่งการศึกษาดูงานวันนี้มันทำให้ฉันได้ฝึกฝน รับมือกับการดูแลเด็กในหลากหลายรูปแบบ


สิ่งที่ได้รับจากการศึกษาดูงาน 📕

1.ห้องที่เข้าศึกษาสังเกต ชื่อครูประจำชั้น พี่เลี้ยง จำนวนเด็ก
               ได้เข้าไปศึกษาดูเด็ก ห้องเด็กกลาง ช่วงอายุระหว่าง 1 ขวบ ถึง 2 ขวบครึ่ง
               •ครูพี่เลี้ยง 1.นางสาวโฉมยง สุดตะการ
                                 2.นางสาวสุฑาทิพย์ ศรีเพ็ญ
                                 3.นางสาวสุรีรัตน์ พวงสุวรรณ
                                 4.นางสาวฐาปณีย์ รัตน์สิริไพบูลย์
2.รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในโรงเรียนมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (เสือใหญ่)
               •รูปแบบการจัดการศึกษาในมูลนิธิ จะมีลักษณะการเรียนการสอนคล้ายกับแบบวอดอร์ฟ เป็นวิธีการสอนแบบธรรมชาติเป็นตามบรรยากาศของชุมชนและการเป็นอยู่ของคนในชุมชนและตารางกิจกรรมประจำวัน
3.กิจกรรมการเรียนการอนของเด็กปฐมวัยมีลักษณะเป็นอย่างไรในแต่ละวัน
               •กิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละวัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ จะมีการแบ่งเป็นช่วงๆ ช่วงเช้าหลัวเข้าแถวเคารพธงชาติเสร็จ เด็กๆก็จะออกกำลังกายหลังจากนั้นก็ขึ้นห้องไปดื่มนมและขนมหวาน ต่อไปจะก็จะเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การเล่านิทาน การเรียนของเล่น การระบายสี
4.บทบาทหน้าที่ของครูที่มีต่อเด็ก เป็นอย่างไรบ้าง
•ครูในมูลนิธิจะเป็นผู้ที่ประสานงานจากโรงเรียนสู้บ้านของเด็กๆคอยดูแลตลอดจนความเป็นอยู่ของเด็ก มีการจัดกิจกรรมให้ผู้ปกตรองเข้ามามีส่วนร่วมในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ครูในมูลนิธิไม่ได้ให้เพียงแค่ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ครูในมูลนิธิจะให้ทั้งวามรักและความอบอุ่นแก่เด็กๆ ให้เด็กๆได้รับโอกาสและมีการพัฒนาในทุกๆด้าน
5.มีการวัดผลประเมินผลยังอย่างไร
               •มีการติดตามประเมินผลความเจริญก้าวหน้าในการเรียนรู้ของเด็กๆ และการพัฒนาทั้ง 4 ด้านของเด็กๆว่ามีการพัฒนามากน้อยเพียงใด
6.นักศึกษาได้เรียนรู้อะไรจากการไปศึกษาดูงานในครั้งนี้
               •เป็นครั้งแรกสำหรับดิฉันที่ได้ลงไปดูงานและดูพัฒนาการของเด็กในมูลนิธิ ได้รู้ถึงพฤติกรรมของเด็กในแต่ละด้านแต่ละคน ซึ่งมีความหลากหลายรูปแบบ เด็กบางคนก็มีปัญหาทางครอบครัว เด็กแต่ละคนจะมีปัญหาต่างกันไป  การที่ดิฉันได้ลงไปดูงานในมูลนิธิดิฉันดีรู้อะไรหลายอย่าง ได้รู้ว่าต้องรับมือการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร ได้รู้ว่าการเป็นครูในมูลนิธิไม่ได้เป็นแค่ครูและครูในที่นี้ต้องเป็นทั้งพ่อแม่ให้กับเด็กต้องดูแลเด็กๆให้เหมือนกับลูก และได้รู้เห็นถึงความเสียสละของครูพี่เลี้ยง แม่บ้าน ทุกคนจะยิ้มตลอด ดิฉันรู้สึกว่าทุกคนทำด้วยใจจริงๆค่ะ




✔ การประเมินผล

       ✅ ประเมินตนเอง

       วันนี้ฉันรู้สึกมีความสุขกับการได้ไปศึกษาดูงานมาก ฉันมีความสุขมาก ฉันรู้สึกว่ามันใช่สำหรับฉัน ฉันรู้สึกรักเด็กๆเมื่อได้อยู่กับเขา รู้สึกอยากดูแลเขา สำหรับวันนี้ถือเป็นวันดีๆวันหนึ่งสำหรับฉันเลย  มันฝึกให้ฉันได้รับมือกับเด็กในหลากหลายรูปแบบ 

       ✅ ประเมินอาจารย์

   วันนี้อาจารย์ก็คอยแนะนำสิ่งต่างในโรงเรียน คอยแนะนำว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร และเล่าประวัติความเป็นของมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (เสือใหญ่)ให้ฉันและเพื่อนๆฟังอย่างสั้นๆและเข้าใจ 

       ✅ ระเมินเพื่อน

     วันนี้เพื่อนๆทุกคนดูมีความสุข และสนุขกับการได้อยู่ ได้สอน ได้เล่นกับเด็กๆที่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (เสือใหญ่) เพื่อนๆพากันบอกว่าเด็กๆที่นั่นน่ารักกันทั้งนั้น และเพื่อนๆทุกคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีในวันนี้

       


แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 7

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 7 1. จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบมอนเตสซอรี ตอบ  เป็นการนำวิธีการสอนเด็กที่มีพัฒนาการทางสติปัญญาล่าช้าที่ประสบความสำเร...